Privacy Policy

นโยบายความเป็นส่วนตัว

ภาษาของนโยบาย / Policy language

นโยบายความเป็นส่วนตัว

(Privacy Policy)

เว็บไซต์ของบริษัท มาริโมะ ไลฟ์ (ไทยแลนด์) จำกัด

บริษัท มาริโมะ ไลฟ์ (ไทยแลนด์) จำกัด ("บริษัท") ตระหนักและให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า คู่ค้า ผู้ติดต่อ และผู้ใช้งานเว็บไซต์ของบริษัททุกท่าน บริษัทจะเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (Personal Data Protection Act: PDPA) และกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

หลักการพื้นฐานในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจะดำเนินการคุ้มครองข้อมูลดังกล่าวตามหลักการดังต่อไปนี้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มบริษัท Marimo Holdings

  • การปฏิบัติตามกฎหมาย : บริษัทจะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  • การเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล : บริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยระบุวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน แจ้งและเปิดเผยต่อเจ้าของข้อมูล และใช้ข้อมูลภายในขอบเขตของวัตถุประสงค์ดังกล่าวเท่านั้น
  • มาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล : บริษัทจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อรักษาความถูกต้องของข้อมูลส่วนบุคคล และป้องกันการรั่วไหล สูญหาย หรือเสียหายของข้อมูล รวมถึงแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และจัดอบรมให้แก่ผู้บริหารและพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
  • การมอบหมายให้บุคคลภายนอกดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล : ในกรณีที่มอบหมายให้บุคคลภายนอกดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะกำกับดูแลผู้รับมอบหมายอย่างจำเป็นและเหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลได้รับการจัดการอย่างปลอดภัย
  • การจัดทำและปรับปรุงกฎระเบียบภายใน : บริษัทจะจัดทำกฎระเบียบภายในเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงนโยบายฉบับนี้ และจะสื่อสารให้ผู้บริหารและพนักงานทุกคนรับทราบ ตลอดจนถือปฏิบัติ รักษา และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทมีดังต่อไปนี้

1. คำนิยาม

“ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

“ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

"ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว" หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้แก่ เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใดในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด

“เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ลูกค้า คู่ค้า ผู้ติดต่อ และผู้ใช้งานเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย

2. ข้อมูลผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลคือ

บริษัท มาริโมะ ไลฟ์ (ไทยแลนด์) จำกัด

99/40 หมู่บ้านไทยสมบูรณ์ 3 หมู่ 4 ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

โทรศัพท์ : +66 (0) 93-559-8231

อีเมล : info@marimolife-thailand.co.th

3. ประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวม

บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นต่อการให้บริการ เช่น

  • ชื่อ–นามสกุล
  • ชื่อบริษัทหรือหน่วยงานที่สังกัด
  • ตำแหน่งงาน
  • หมายเลขโทรศัพท์
  • อีเมล
  • ข้อมูลที่ท่านแจ้งผ่านแบบฟอร์มติดต่อ (Contact) หรือแบบฟอร์มขอใบเสนอราคาบนเว็บไซต์
  • ข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ เช่น Cookie, IP Address, ประเภทอุปกรณ์/เบราว์เซอร์ และ Access Log

ทั้งนี้ บริษัทจะไม่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว เว้นแต่จำเป็นและได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล หรือเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้

4. แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งต่อไปนี้

  • โดยตรงจากท่าน เช่น เมื่อท่านกรอกแบบฟอร์มติดต่อ สมัครรับข่าวสาร ขอใบเสนอราคา หรือติดต่อสอบถามผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท
  • โดยอัตโนมัติ ผ่านการใช้งานเว็บไซต์ เช่น คุกกี้และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกัน
  • จากบุคคลภายนอก เช่น บริษัทในเครือ คู่ค้าทางธุรกิจ หรือแหล่งข้อมูลสาธารณะ เท่าที่จำเป็นและชอบด้วยกฎหมาย

5. วัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล

บริษัทเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  • ติดต่อกลับและตอบข้อซักถามหรือข้อร้องเรียน
  • จัดทำใบเสนอราคาและให้บริการตามที่ท่านร้องขอ
  • ปฏิบัติตามสัญญาที่มีกับท่าน
  • ให้บริการหลังการขาย
  • จัดส่งข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และบริการ (เฉพาะกรณีที่ท่านให้ความยินยอม)
  • ปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ รวมถึงวิเคราะห์การใช้งานเว็บไซต์
  • ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจ

ทั้งนี้ บริษัทจะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยอาศัยฐานทางกฎหมายอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้ (1) ความยินยอมของเจ้าของข้อมูล (2) ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญา (3) ความจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทหรือบุคคลอื่น โดยไม่เกินขอบเขตที่เจ้าของข้อมูลพึงคาดหมายได้ และ (4) ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลบางประการที่ระบุไว้ข้างต้นมีความจำเป็นต่อการเข้าทำสัญญาหรือการปฏิบัติตามกฎหมายกับบริษัท หากท่านไม่ประสงค์ให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแก่บริษัท หรือให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน บริษัทอาจไม่สามารถติดต่อ จัดทำใบเสนอราคา ให้บริการ หรือปฏิบัติตามสัญญากับท่านได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในนโยบายฉบับนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน

6. การเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลที่สามและการมอบหมายให้ประมวลผลข้อมูล

บริษัทอาจเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บริษัทในเครือ ผู้ให้บริการภายนอก ผู้รับเหมางานติดตั้ง ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud) หรือผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี เท่าที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจและวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้เท่านั้น โดยบริษัทจะกำกับดูแลและจัดให้มีข้อตกลงเพื่อให้บุคคลดังกล่าวคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานที่เหมาะสมและไม่นำข้อมูลไปใช้นอกเหนือวัตถุประสงค์ที่กำหนด

บริษัทจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอม เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดหรืออนุญาตให้กระทำได้

7. การโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศ

บริษัทอาจเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บริษัทแม่หรือบริษัทในเครือ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่หรือประกอบกิจการอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น บริษัทจึงอาจมีความจำเป็นต้องส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้

ในกรณีดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการให้การส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามมาตรา 28 และมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมถึงประกาศและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทจะตรวจสอบว่าประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด

ในกรณีที่ประเทศปลายทางไม่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ บริษัทจะจัดให้มีมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสมและสามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เช่น ข้อสัญญามาตรฐานสำหรับการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคล นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายในเครือกิจการ หรือมาตรการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านได้รับการคุ้มครองในระดับที่เหมาะสมและเพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

8. ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูลและนโยบายการลบข้อมูล

บริษัทจะประมวลผลและเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลในระยะเวลาต่อไปนี้:

(1) ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจะถูกเก็บรักษาไว้ตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสารและปฏิบัติตามหน้าที่ที่ระบุไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้องระหว่าง บริษัทและท่าน

(2) ในกรณีที่บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ บริษัทจะต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่กําหนดในกฎหมายดังกล่าว

(3) โดยมีเงื่อนไขว่าบริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ตลอดเวลาที่บริษัทยังคงมีความสัมพันธ์กับท่านในฐานะลูกค้าของบริษัท และภายหลังจากที่ความสัมพันธ์ดังกล่าวสิ้นสุดลง บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปอีกเป็นระยะเวลาไม่เกินห้า (5) ปี นับแต่วันที่ความสัมพันธ์สิ้นสุดลง เว้นแต่กฎหมายจะกำหนดหรืออนุญาตให้เก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลานานกว่านั้น

(4) ในกรณีที่สัญญาเป็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการประเมินความสามารถของท่านอีกครั้งทุกๆ สาม (3) ปี หากท่านถูกจัดอยู่ในรายการเฝ้าระวัง บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของตนไว้อีกสาม (3) ปีเพื่อดำเนินการบริหารความเสี่ยง หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจะถูกลบ ทำลาย หรือทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้

(5) ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตและบันทึกการใช้งานดังกล่าวจะถูกเก็บรักษาไว้ เป็นเวลาเก้าสิบ (90) วัน เว้นแต่จะต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานของกิจกรรมที่ผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(6) หากมีกรณีหรือข้อพิพาทเกิดขึ้นเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อปกป้องสิทธิโดยชอบธรรม ของบริษัทตามข้อตกลงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจะถูกเก็บรักษาไว้สูงสุดสิบ (10) ปีนับจากวันที่เกิดกรณีหรือข้อพิพาทดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาบังคับใช้ทั่วไป

ข้อกำหนดส่วนที่เหลือ บริษัทจะเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็น เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวนี้ และเป็นไปตามหน้าที่หรือข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีที่มีการกำหนดระยะเวลาในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้ในสัญญา หรือเพื่อการวิเคราะห์และสถิติ ข้อมูลจะได้รับการจัดเก็บและคุ้มครองตามมาตรฐานที่เหมาะสมจนกว่าจะครบกำหนด

ทั้งนี้ เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไม่มีความจำเป็นในการเก็บรักษาอีกต่อไป บริษัทจะดำเนินการลบ ทำลายหรือทำให้เป็นนิรนาม ด้วยวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า

9. การทำลายข้อมูลส่วนบุคคล

เมื่อพ้นระยะเวลาการเก็บรักษาตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ หรือเมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลใช้สิทธิขอให้ลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้โดยชอบด้วยกฎหมาย บริษัทจะดำเนินการทำลายหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมและปลอดภัยตามมาตรฐานที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด โดยไม่ชักช้า เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลนั้นต่อไป เช่น เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้อง การปฏิบัติตาม หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอากรและบัญชี หรือเพื่อการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ บริษัทจัดให้มีระบบตรวจสอบเพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลตามรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นการภายในอย่างสม่ำเสมอ

10. มาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัทจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลที่เหมาะสม ทั้งในเชิงองค์กรและเชิงเทคนิค เพื่อป้องกันการเข้าถึง การใช้ การเปลี่ยนแปลง หรือการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้แก่

  • การเข้ารหัสข้อมูล (TLS) : เว็บไซต์ของบริษัทใช้เทคโนโลยี TLS (Transport Layer Security) ในการเข้ารหัสข้อมูลระหว่างการรับส่งผ่านเว็บเบราว์เซอร์ เพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกดักจับหรือเข้าถึงข้อมูลระหว่างทาง
  • การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล : เฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้
  • การแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล : ในกรณีที่มีเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งมีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะแจ้งเหตุดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้าภายในเจ็ดสิบสอง (72) ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่จะสามารถกระทำได้ และในกรณีที่การละเมิดมีความเสี่ยงสูงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของท่าน บริษัทจะแจ้งเหตุการละเมิดและมาตรการเยียวยาให้ท่านทราบโดยไม่ชักช้าด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ปลอดภัย บริษัทขอแนะนำให้ท่านใช้เว็บเบราว์เซอร์เวอร์ชันล่าสุด (เช่น Google Chrome, Microsoft Edge, Firefox หรือ Safari) ซึ่งรองรับมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัย

11. การใช้คุกกี้ (Cookies)

เว็บไซต์ของบริษัท อาจใช้ คุกกี้ (Cookies) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน

คุกกี้คือไฟล์ข้อความที่ถูกบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เมื่อเข้าใช้งานเว็บไซต์ โดยส่วนใหญ่ใช้เพื่อให้ระบบสามารถจดจำผู้ใช้งานแต่ละราย และช่วยลดความจำเป็นในการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลซ้ำ

ข้อมูลที่เก็บรวบรวมผ่านคุกกี้ (รวมถึงประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ ประวัติการใช้งาน และข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง) อาจถูกนำไปใช้เพื่อ

  • วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ของบริษัท
  • วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานของผู้ใช้

บริษัทใช้บริการ Google Analytics ของ Google เพื่อวิเคราะห์การใช้งานเว็บไซต์ ข้อมูลที่เก็บรวบรวมผ่าน Google Analytics จะถูกนำไปใช้เพื่อทำความเข้าใจลักษณะการใช้งานเว็บไซต์ของผู้ใช้งาน และเพื่อปรับปรุงบริการของบริษัท ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลของ Google ได้ที่

https://www.google.com/policies/privacy/partners/

ท่านสามารถจัดการการตั้งค่าคุกกี้ได้ผ่านแบนเนอร์ขอความยินยอมเมื่อเข้าใช้งานเว็บไซต์ครั้งแรก หรือปรับเปลี่ยนได้ภายหลังผ่านเมนู “ตั้งค่าคุกกี้” บนเว็บไซต์ ทั้งนี้ การปิดการใช้งานคุกกี้บางประเภทอาจส่งผลต่อการใช้งานฟังก์ชันบางส่วนของเว็บไซต์

12. สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เจ้าของข้อมูลมีสิทธิดังต่อไปนี้

  • ขอเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล
  • ขอแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และครบถ้วน
  • ขอให้ลบหรือทำลายข้อมูล หรือทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
  • ขอระงับการใช้หรือประมวลผลข้อมูล
  • คัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูล
  • ขอให้โอนย้ายข้อมูล (ในกรณีที่กฎหมายกำหนด)
  • ถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ (ในกรณีที่การประมวลผลอาศัยฐานความยินยอม) โดยการถอนความยินยอมจะไม่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการประมวลผลที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนการถอนความยินยอม
  • ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณีที่เห็นว่าบริษัทฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ท่านสามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้โดยติดต่อบริษัทตามช่องทางในหัวข้อ “15. ช่องทางการติดต่อ” ทั้งนี้ บริษัทจะพิจารณาและแจ้งผลการดำเนินการภายในสามสิบ (30) วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ บริษัทอาจขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบ (30) วัน โดยจะแจ้งเหตุผลความจำเป็นให้ท่านทราบ และอาจขอเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล บริษัทอาจปฏิเสธคำขอในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้ โดยจะแจ้งเหตุผลให้ท่านทราบ

13. การเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์บุคคลที่สาม

เว็บไซต์ของบริษัทอาจมีลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของบุคคลภายนอก เพื่อประโยชน์และความสะดวกของผู้ใช้งาน การบริหารจัดการและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบนเว็บไซต์ปลายทางดังกล่าวอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัท ทั้งนี้ ขอแนะนำให้ท่านศึกษานโยบายความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์ปลายทางด้วยตนเองก่อนการใช้งาน

14. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบาย

บริษัทอาจปรับปรุงหรือแก้ไขนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติของบริษัท โดยจะเผยแพร่ฉบับปรับปรุงบนเว็บไซต์นี้ จึงขอแนะนำให้ท่านตรวจสอบเนื้อหาเป็นระยะ

15. ช่องทางการติดต่อ

หากท่านมีข้อสงสัย ข้อเสนอแนะ หรือประสงค์ใช้สิทธิเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สามารถติดต่อบริษัทได้ที่

บริษัท มาริโมะ ไลฟ์ (ไทยแลนด์) จำกัด

ที่อยู่ : 99/40 หมู่บ้านไทยสมบูรณ์ 3 หมู่ 4 ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

โทรศัพท์ : +66 (0) 93-559-8231

อีเมล : info@marimolife-thailand.co.th

เว็บไซต์ : https://www.marimolife-thailand.co.th

ประวัติการแก้ไข

วันที่มีผลบังคับใช้ รายละเอียด
20 สิงหาคม 2569 จัดทำนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับแรก

บริษัท มาริโมะ ไลฟ์ (ไทยแลนด์) จำกัด